IP SLA graph บอกอะไรได้บ้าง

หนึ่งภาพสามารถแทนความหมายมากมาย ภาพที่เกิดจากการ monitor อุปกรณ์ network ก็ทำได้ในแนวเดียวกัน ^^

ภาพที่อยู่ด้านล่างเป็น graph ที่เกิดจากการ “ping” ไปที่ปลายทาง “แค่นั้น” แต่ความหมายที่แสดงอยู่มีค่ามากกว่านั้น ยกตัวอย่างที่เห็นจากภาพไม่ต้องคิดเลยก็มีประมาณนี้
1. ค่าเฉลี่ยของการตอบสนอง ping ไปที่ปลายทางคือ 30 ms.
2. มีบางช่วงที่ ping ไปที่ปลายทางไม่ได้
3. link ที่ใช้ไม่ค่อยจะเสถียรเท่าไร แต่ยอมรับได้
4. ต้องไปมีใครสักคนเปลี่ยนอะไรสักอย่างในช่วง week 20 – week 30

แล้วกราฟนี้มาจากไหน??
ตามหัวข้อ IP SLA เลยกราฟนี้มากจากการใช้ IP SLA command บน Catalyst 3750X ทำการส่งคำสั่ง ping ไปที่ปลายทางที่ต่างประเทศผ่าน internet ส่วน command ก็ประมาณนี้

ip sla X
 icmp-echo Y.Y.Y.Y
 threshold 1000
 timeout 1000
 frequency 10
ip sla schedule X life forever start-time now

เท่านี้ L3 ของเราก็จะ ping ไปที่ IP Y.Y.Y.Y แล้วก็เอามาพล็อตกราฟก็จบ แต่ประโยชน์ของมันไม่ได้มีแค่นั้นถ้าเรารู้เบื้องหลังและที่มาก็จะได้ข้อมูลเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ได้อีกประมาณนี้

1. เนื่องจากการต่อใช้งาน internet แบบ BGP multihome ทำให้รู้ว่า Best path ไปที่ปลายทาง Y.Y.Y.Y ของ ISP1 แย่กว่า ISP2 จากกราฟในช่วงที่ใช้ ISP1 ทำงานเป็น default route ในหมายเลข 1 และ 4 มี respond time ที่เกิดจากการ ping สูงกว่าเมื่อช่วงที่ ISP2 ทำงานแทนในหมายเลข 3
2. ในช่วงหมายเลข 2 อาจจะมีการ cutoff ระบบแล้วเกิดปัญหากับ ISP1 ทำให้ ISP1 ไม่สามารถทำงานได้แต่ BGP ยังคงทำงานเมื่อ on ระบบขึ้นมาหลังจากทำงานเสร็จแล้ว ISP2 สามารถใช้งานได้ทำให้อุปกรณ์ใน site สามารถใช้งานได้เป็นปกติ
3. ในช่วงที่ ISP2 ทำงานพบว่า respond time ไปที่ IP Y.Y.Y.Y ต่ำกว่าตอนที่ ISP1 ทำงานแสดงว่า ISP2 มี Best path ไปที่ IP Y.Y.Y.Y ดีกว่า ISP1 จุดนี้สามารถนำไปทำ Optimize route ต่อได้อีก
4. เมื่ออุปกรณ์ของ ISP1 กลัมาทำงานได้เป็นปกติ Respond time ของ IP Y.Y.Y.Y กลับมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 70 ms เท่าเดิมแสดงว่าสำหรับ IP ปลายทางนี้ ISP2 มี best path ดีกว่า ISP1 แน่นอน
5. ถ้าลองตรวจสอบย้อนกลับไปที่ช่วงเวลา week ที่ 20 จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบบทำให้สามารถ focus ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ว่าพอจะมาจากสาเหตุอะไรกันแน่ได้แม่นยำขึ้น
6. อันนี้ไม่ได้ใส่รูป graph ของ IP ปลายทางตัวอื่นแต่จะพบว่าถึงแม้ ISP2 จะทำงานแต่ Respond time ของ IP ปลายทางอื่นๆยังเท่าเดิมแสดงว่าไปทำการ optimize route แค่ชุดเดียวก็พอ

จะเห็นได้ว่าแค่การ ping ก็สามารถบอกข้อมูลได้เยอะแล้วดังนั้นใครที่ยังไม่ได้ทำระบบ monitor ก็ไปทำเพิ่มซะหน่อยดีกว่าปล่อยให้ระบบ network เป็น black box เวลามีปัญหาก็แก้ไขอะไรไม่ได้ จะเริ่มตรงไหนก็ไม่ถูก เมื่อตอบปัญหาไม่ได้ก็ต้องตกเป็นจำเลยของชาวบ้านเขาเรื่อยไป 😛

ปล. คัดลอกมาเป็นบทความบน Blog จาก Facebook note ของผมเองที่เขียนไว้เมื่อปี 2014 จาก ที่นี่ ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *